มาต่อจากข้อดีของการเป็นเด็กทุนแล้วค่ะ

ทิ้งไปหลายวันเลย ต้องขออภัยด้วยเพราะว่าติดทำงานพิเศษ แล้วก็ไม่มีโน้ตบุ๊กใช้ค่ะ
(ปกติกระเต๊าะของเมตใช้ แล้วเมตกลับบ้าน 55)

วันนี้มีโอกาสแล้ว เลยมาต่อข้อเสียกันเลยค่ะ



1. "เพื่อนเกลียด"
 
ที่มา: http://thesituationist.files.wordpress.com/2007/11/hate-image2.jpg

บางคนเกลียดเด็กทุน จริงๆ!! (โพลจากคณะที่มีตึกฟักทอง มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ...เงิ่บ )
เพราะว่าบางคนให้นิยามเด็กทุน นอกจากจะเก่ง ขยัน รับผิดชอบ เนิร์ด
แล้วยังมีอีกคำนึงก็คือ

"เห็นแก่ตัว"

พอคำนี้มาปุ๊บ คำลูกโซ่จะเริ่มตามมาติดๆ กันคือ

"พวกดึง mean ให้สูง ไม่เห็นใจพวกเพื่อนๆ เลย"
"จะเก่งไปไหน"
"ทำไม กลัวไม่ได้ A กลัวไม่ได้เกียรตินิยมเหรอไง"

เอิ้ว เอาเข้าไป
 
 
อันว่าเด็กทุนเห็นแก่ตัวจริงหรือไม่นั้น
ข้าพเจ้าก็ขอตอบในฐานะเป็นเด็กทุนว่า.... จริง
 
 
 
 
 
 
 
 
แต่! (ตัวโตๆ)
 
เราว่าคนเราทุกคนเห็นแก่ตัวกันเป็นธรรมดานะ ต่างกันแค่ว่าเราจะเห็นแก่ตัวมากหรือน้อย
ซึ่งอัตราส่วนความเห็นแก่ตัวมันมีสูตรง่ายๆ ก็คือ
 
 
รับน้อย ให้มาก = Sharing
รับมาก ให้น้อย = Selfish
 
Selfish Ratio ยิ่งมากยิ่งน่าเกลียด
ขายปลาเยอะๆ จนปลาขายไม่ทัน ก็เลยเน่าไปเลย
(สมการอะไรของเอ็งเนี่ย )
 
อย่างประโยคที่กล่าวไปข้างต้น
 
"พวกดึง mean ให้สูง ไม่เห็นใจพวกเพื่อนๆ เลย" - ก็ถ้าคนมันเก่งอยู่แล้ว จะให้แกล้งทำข้อสอบไม่ได้มันก็ใช่ที่นะ
"จะเก่งไปไหน" - ไม่รู้เหมือนกันฮับ เก่งไปดาวอังคารมั้ง
"ทำไม กลัวไม่ได้ A กลัวไม่ได้เกียรตินิยมเหรอไง" - เอ้อ อันนี้ ส่วนใหญ่มันก็แอบๆ หวังกันอยู่แล้วแหละจริงมะ
 
เพราะฉะนั้น การที่เราจะตัดสินคนๆ นึงว่าเค้าเห็นแก่ตัวมั้ยนั้น
ก็ต้องดูว่าเค้ามีน้ำใจกับคนรอบข้างมั้ยค่ะ
ถ้าเค้าสักแต่รับ แต่ไม่เคยคิดจะให้ใครเลย (เหมือนเพื่อนที่เคยเจอ เดี๋ยวจะเล่าให้ฟังตอนท้าย)
 
อันนี้ก็ทำอะไรไม่ได้ นอกจากหนีมันไปให้ไกลๆ ค่ะ หนีไปเหอะ ชาติหน้าอย่าเจอะอย่าเจอกันอีกเลย สาธุ
 
 
 
 
2. "ความกดดัน"
 
 
ที่มา: http://politicsoffthegrid.files.wordpress.com/2008/03/dark_knight_joker.jpg

ความกดดันในที่นี้ จะขอแบ่งย่อยออกอีก 2 ประเภทค่ะ

- ความกดดันจากเครดิต

อย่างที่เคยบอกไปในข้อดีของการเป็นเด็กทุน
ว่าเราจะได้เครดิต คือมีป้ายต่างๆ แปะติดหน้าผากตั้งแต่เราได้รับศักดินานี้มา

ซึ่งถ้าเรามีคุณสมบัติตามป้ายที่แปะหน้าผากนั้นมันก็ไม่เป็นไร
แต่ถ้าไม่ได้เก่ง ไม่ได้ขยัน ไม่ได้เทพ แบบที่เด็กทุนทั่วไปคงจะเป็น
มันก็จะเกิดความรู้สึกอึดอัด หลังจากนั้นก็จะเริ่มกดดัน

กดดันเพราะอะไร?
เพราะเครดิตนั้น มันจะทำให้เราถูกคาดหวังจากหลายๆ คน

"เฮ้ย แก้โจทย์ข้อนี้ให้หน่อย จิ๊บๆ แค่นี้ เด็กทุนทำได้หน่า"
"ผมว่าคุณทำโปรเจ็กต์แบบนี้ได้นะครับ (โยนทฤษฎียากขั้นเทพมาให้)"
อะไรประมาณนี้
ข้อหลังกำลังเจอพอดีเลย แต่ด้วยสปิริตก็ต้องสู้กันต่อไป 555


- ความกดดันในการทำเกรด

เนื่องจากเด็กทุนจะต้องทำเกรดขั้นต่ำให้ได้ตามที่เค้ากำหนดจึงจะรับทุนต่อไปได้
อย่างทุน พสวท ก็ต้องทำเกรดขั้นต่ำให้ได้ 3.00

ถามว่า 3.00 เนี่ย มันทำยากมั้ย
ส่วนตัวคิดว่าไม่ง่ายและก็ไม่ยากค่ะ

แต่ถ้าเป็นคนอ่อนไหวไปกะสภาพแวดล้อม 3.00 ก็จะเป็นเรื่องที่ยากชัวร์ๆ (แน่สิ )

ที่พูดอย่างนี้เพราะเคยมีประสบการณ์เกือบตกทุนมาแล้ว
เพราะว่าเป็นคนเก่งมั้ย? ก็เป็นคนสมองดีแต่ขี้เกียจ ก็คือไม่เก่งนั่นแหละ
(เราว่าคนขยันเก่งมากเลยนะ เก่งกว่าคนสมองดีเยอะแยะเลย
ถ้าสู้กันจริงๆ คนขยันมีสิทธิ์ชนะคนสมองดีแต่ขี้เกียจได้โข)
แถมมีปัญหารุมเร้ามากมาย จนปีแรกๆ ประสบปัญหามหาศาล
เกรดขึ้นลงขึ้นลงเป็นฟังก์ชั่นคลื่นเลยทีเดียว

จะบอกว่าตอนใกล้จะตกทุนเป็นความรู้สึกที่เลวร้ายมาก 555
คล้ายๆ กับคนจะถูกรีไทร์เลยแหละ จริงๆ นะ เพราะในกรณีของเรา
ตกทุนนี่ก็ต้องคิดหนักเลย จะไปหาตังค์เรียนจากไหน
อาจจะไม่ได้เรียนไปเลยก็ได้

แต่สุดท้ายก็โชคดี รอดมาได้ถึงปีสุดท้าย

แต่เชิ่อเถอะว่า เด็กทุนเรียนอะไรเอาเกรดกันเป็นส่วนใหญ่ นัยว่าถ้าไม่ทำเกรดเพื่อการตกทุน
ก็ต้องทำเกรดให้ได้เกียรตินิยมกันทั้งนั้น
บางคนเห็นแก่ตัวถึงขนาดไม่ทำกิจกรรม กลัวอ่านหนังสือไม่ทันก็มี -_-
แต่อย่างนี้ก็ไม่ดีนะคะ ถือว่าตึงไป
 
เพราะฉะนั้นก็ต้องหาขอบเขตที่พอดีๆ
ไม่ใช่เป็นหนอนหนังสือตำราจ๋า แต่ก็ไม่ใช่บ้ากิจกรรมจนอ่านหนังสือเอาวินาทีสุดท้าย
(จริงๆ ก็ใช้ได้กับเด็กไม่ทุนด้วยนะเนี่ย)
 
 
 
3. "สัญญาผูกมัด"
 
 
ที่มา: http://pro.corbis.com/images/42-17678117.jpg?size=572&uid={BD3D3A22-ABD9-4127-84D7-274EDDD6780F}
 
 
ข้อนี้ถือว่าสำคัญที่สุด!!

ในการให้ทุนการศึกษาส่วนใหญ่จะมีจุดประสงค์ให้ผู้รับทุนนั้น "ชดใช้ทุน" ด้วยการทำงานหลังเรียนจบ
โดยการชดใช้ทุนตรงนี้ก็ขึ้นกับระยะเวลาที่กำหนดไว้ ถ้าเป็น พสวท (ยกตัวอย่างทุนนี้อีกละ )
ก็จะใช้ทุน 2 เท่าของเวลาเรียนต่างประเทศ และ 1 เท่าของเวลาเรียนในประเทศแต่ไม่เกิน 10 ปี
ถ้าไม่ต้องการชดใช้ทุนก็จะต้องถูกปรับเป็นจำนวน 2 เท่าของเงินที่ได้รับมา

ซึ่งข้อนี้จะเป็นข้อเสียในกรณีเรียนๆ ไปแล้วใจไม่รัก หรือเรียนจบมาแต่ไม่อยากทำงานตรงสายที่เรียนมา
ก็จะต้องถูกปรับตังค์หูตูบถ้ามีปัญญาจะจ่าย แต่ถ้าไม่มีตังค์จ่ายก็ต้องทนทำงานชดใช้ไปอีกหลายปี

ซึ่งเท่าที่ฟังๆ มา เด็กที่เรียน พสวท ตั้งแต่ชั้น ม.ปลาย หลายๆ คน
ยอมเสียตังค์ค่าปรับแสนสองแสนเพื่อพ้นสภาพทุน
จริงๆ เรียน พสวท ตั้งแต่ ม.ปลาย มันก็ดีตรงที่มีโอกาสกว่าคนอื่นๆ
ได้เรียนกับอาจารย์ดีๆ ได้ทำโครงงาน ได้ทัศนศึกษา
แต่การเลือกเส้นทางเลยตั้งแต่ ม.ต้น ก็ดูเป็นอะไรที่หนักหน่วงไปนิด
คือถ้าชอบวิทยาศาสตร์จริงๆ แบบ born to be มันก็โอเค
แต่บางคนมาลองเรียนไม่ได้รักไม่ได้ชอบ แล้วต้องมาเสียค่าปรับนี่มันก็ดูสิ้นเปลืองอ้ะ
(เค้ามีปัญญาจะจ่าย จะไปห่วงทำไมฟะ )
 
เพราะฉะนั้นถ้ามีโอกาสได้ทุนเรียนต่อ
ต้องอ่านสัญญาและทำความเข้าใจอย่างละเอียดก่อนนะคะ
ไม่งั้นเดี๋ยวเกิดเรียนไปๆ ไม่ชอบ ไม่รัก ไม่อยากอยู่ทุนแล้วขึ้นมา อาจจะถูกปรับตังค์บานเบอะเน่อ
 
แต่จะว่าไป ข้อผูกมัดทุนที่ต้องทำงานชดใช้
ในกรณีที่เรียนจบแล้วอยากจะทำงานด้านที่ตนเรียนมาจริงๆ มันก็ดีเหมือนกันนะ
อย่างทุนเรา ไม่มีข้อผูกมัดหลังเรียนจบ
พอเรียนจบปุ๊บ ก็เคว้งเลย ทุนเรียนต่อก็ต้องหาเอง จะทำงานก็ต้องหางานเอง
ก็ต่างคนต่างใจอ้ะนะ
 

สรุป

ข้อเสียเท่าที่นึกออกก็มีประมาณนี้ค่ะ
อาจจะมีมากกว่านี้ หรือมีน้อยกว่านี้
คืออย่างเพื่อนที่เห็นแก่ตัวนี่ บางที่ก็อาจจะไม่มี
แต่มันก็เป็นข้อเสีย ที่ถ้าคุณได้เป็นเด็กทุน ก็อาจจะมีโอกาสได้เจอ

4 ปีที่ได้มีโอกาสเป็นเด็กทุน ได